โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ปล่อยนโยบายหลักสู้ศึกเลือกตั้ง ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส” ท้ายที่สุดหากผิดสัญญาประชาชน โอกาสถูกโหวตสั่งสอน อาจมีให้เห็นในการเลือกตั้งครั้งนี้

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

แม้ยังมีประเด็นร้อนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่รอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยวาระนายกรัฐมนตรี 8 ปี

แม้ยังมีปมร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ยังต้องลุ้นกันในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ

ทว่าบรรดา “พรรคการเมือง”ได้เริ่มโหมโรงแคมเปญเลือกตั้งเพื่อสะสมแต้ม ตั้งแต่ระฆังยังไม่ดังเพื่อหวังชิงความได้เปรียบทางการเมือง

หากเปิดนโยบายก่อน ก็จะกลายเป็นเจ้าของนโยบายไปโดยปริยาย ยิ่งนโยบาย “ประชานิยม” ลด-แลก-แจก-แถม มีไม่กี่โครงการที่สามารถดึงดูดประชาชนได้ บรรดาพรรคการเมืองจึงต้องจับจองเอาไว้ก่อน

เห็นได้ชัดจากปรากฎการณ์ล่าสุด ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้หู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่...) พ.ศ... หรือ ร่าง พ.ร.บ. กยศ. เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แตกออกเป็นหลายแนวทาง ทั้งขอให้ปลดหนี้ กยศ.ปล่อยกู้แบบปลอดดอกเบี้ยเก็บดอกเบี้ยอัตราต่ำ ซึ่งข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองมีนัยแห่งกลเกมการเมือง

“กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมข้อมูล ความคืบหน้าการวางนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่ทยอยเปิดแคมเปญเพื่อเตรียมพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าหลายพรรครอจังหวะ ยังไม่เปิดนโยบายออกมาให้เห็น แต่ระดับมือปฏิบัติการ ขบคิดแผนเชิงยุทธศาสตร์เอาไว้หมดแล้ว

แกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ที่ยังคงสาละวนอยู่กับการแย่งชิงอำนาจกันเอง โดยเฉพาะเครือข่ายของ “3 ป.” เปิดศึกขับเคี่ยวไม่มีใครยอมใคร ทำให้งานเชิงยุทธศาสตร์สะดุดไปพอสมควร

ทว่า ก็ยังมีข้อได้เปรียบ โดยนโยบายหลักยังต่อยอดผลงานของ “รัฐบาล”ตั้งแต่ระดับเมกะโปรเจค ลงมาถึงรากหญ้าซึ่งยุทธศาสตร์หลักในการเข้าถึงคนโดยตรงจะเป็นการอัดฉีดงบประมาณลงในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆอาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) โครงการบ้านประชารัฐ เป็นต้น

ที่น่าสังเกตคือโครงการคนละครึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่ “รัฐบาล” จะอัดฉีดงบประมาณผ่านโครงการนี้รวมไปถึงการใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจจะใส่งบประมาณเพิ่มเติม

ต้องยอมรับว่า “บัตรคนจน” จะเป็นตัวปลุกกระแสให้พรรค พปชร.ในระดับหนึ่ง ยิ่งพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาจุดกระแสยกเลิกบัตรคนจน ยิ่งทำให้พรรค พปชร.หวังจะได้กระแสตีกลับเพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยได้รับความช่วยเหลือผ่าน “บัตรคนจน” ไปแล้ว

อย่างไรก็ตามในอีกด้านจุดอ่อนของพรรคพปชร.ก็อยู่ที่นโยบายเก่า ที่ไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ โดยเฉพาะนโยบายเพิ่มค่าจ้างและค่าแรง แบ่งเป็น ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท/วัน จบอาชีวะ เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 บาท จบปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาทมีโอกาสถูกคู่แข่งขุดมาโจมตีอีกครั้ง

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคเพื่อไทย(พท.)มีแผนจะประกาศนโยบาย หลังยุบสภาแม้จะยังไม่เปิดแคมเปญแต่ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยได้ประกาศแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้แล้วว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะทำงานเชิงรุก 6 เดือนแรกและจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ภายใน 1 ปีทั้งภาพใหญ่และลงรายละเอียดทุกปัญหา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ประกาศ 5 ภารกิจแลนด์สไลด์ โดยระบุถึงการบ้านหลัก 5 ข้อของพรรค ไว้ว่า

1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและกระจายอำนาจสู่ระดับประชาชน ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเคยทำ กระจายงบฯ สู่หมู่บ้าน ให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจเองจัดกระจายอำนาจการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร และการปกครองท้องถิ่นให้อยู่ในระดับจังหวัด ไม่ต้องมาส่วนกลางกระทรวงต่าง ๆ จะมีขนาดเล็กลงจัดให้มีการรายงานของประชาชนผ่านระบบออนไลน์เรียลไทม์ ทั้งปัญหา ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ปัญหาถูกต้อง ถูกจุด ทันเวลา และใช้งบคุ้มค่าที่สุด

2.จะดึงศักยภาพของคนไทย โดยใช้ ซอฟต์พาวเวอร์ 1 คนต่อ 1 ครอบครัว โดยจะทำระบบค้นหาศักยภาพของคนไทย อย่างน้อยๆ 1 คนต่อ 1 ครอบครัวเพื่อนำศักยภาพเหล่านั้นมาพัฒนา

3. ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการเกษตร เพื่อการวิเคราะห์สภาพดิน ฟ้า อากาศ น้ำ อย่างแม่นยำและเกิดผลผลิตสูงที่สุด ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อที่จะให้เกษตรกรรู้วิธีถนอมผลิตภัณฑ์กระจายและจัดจำหน่ายให้เร็วที่สุด ไม่ค้างสต็อก

4.ปรับเปลี่ยนภาครัฐและภาคเอกชน ด้วย Digital transformation ครั้งใหญ่จัดให้มี Digital Governmentแพลตฟอร์มที่ใช้ได้จริง และระบบราชการต้องเป็น Paper less รับฟังปัญหาประชาชนผ่านแอปพลิเคชั่นเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จากเดิมประชาชนที่ต้องตื่นตี 5 ไปจองคิว เราจะจัดให้มีระบบการจองผ่านออนไลน์ นัดเวลาไหนไปตอนนั้น

ทำการตลาดแบบ อีคอมเมิร์ซ ให้สินค้าโอทอปเป็นสินค้าระดับสากลมากขึ้น พรรคเพื่อไทยถ้าเป็นรัฐบาล จะทำให้ขายดีกว่าสมัยพรรคไทยรักไทย

5. เตรียมคนไทยเข้าสู่ยุค Metaverse โลกเสมือนจริงจะนำโลกที่เป็นจริง ซึ่งจะประกอบด้วย NFT (Non-Fungible Token) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่แสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ รวมถึง Games และ E-Sports เพื่อพัฒนาทักษะให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงเทคโนโลยี AR (Augmented reality)VR (Virtual reality)

แม้ “ทีมยุทธศาสตร์” เพื่อไทย คิดนโยบายใหม่ๆ มาเติมสำหรับคนรุ่นใหม่ และมุ่งเน้นแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งการแก้ปัญหาให้ประชาชนพ้นหนี้ เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุนให้มากขึ้น เพิ่มช่องทางทำมาหากิน และเพิ่มช่องทางให้คนทุกรุ่นทุกวัยหารายได้ด้วยตัวเอง แต่จุดอ่อนเพื่อไทยที่ทุกสายตาจับจ้องคือนโยบายต้นตำรับ “ประชานิยม”ที่เริ่มมาตั้งแต่ยุค “ทักษิณ ชินวัตร"ต่อด้วย"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"จะซึ่งจะถูกนำมาปรับใช้อีก เพื่อยืนยันในหลักการว่า เป็นนโยบายที่สามารถทำได้จริง

โดยเฉพาะนโยบาย “จำนำข้าว” ที่แม้จะถูกตรวจสอบทุจริต และถูกมองว่าเป็นตราบาป เนื่องจากโดนคู่แค้นนำไปขยี้ปมทุกครั้งแม้ในอีกด้าน การ“จำนำข้าว”ยังเป็นนโยบายโดนคนรากหญ้าและกลุ่มเป้าหมายหลักฐานเสียงใหญ่ของเพื่อไทยในภาคอีสานและภาคเหนือ

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)เน้นต่อยอดความสำเร็จ จากนโยบายของพรรคที่หาเสียง เมื่่อปี 2562 โดยจะพัฒนาต่อทั้งนโยบายประกันรายได้ นโยบายด้านสวัสดิการสังคมเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย เบี้ยคนพิการ ดูแลเงินเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า ดูแลเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ด้านการเกษตรคุณภาพ ที่ประสบผลสำเร็จ การประกันรายได้ แก้ไขปัญหาหนี้สิน สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเกษตร

สำหรับนโยบายหลักปชป.ที่เริ่มรณรงค์แล้วคือ การประกันรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดทุน

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาปชป.ใช้กลไก“รัฐบาล” ดำเนินโครงการประกันรายได้อย่างต่อเนื่อง ใช้งบประมาณไปแล้วไม่ต่ำกว่า5แสนล้านบาท แม้จะสามารถบรรเทาปัญหาให้เกษตรกรได้จริง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน จึงไม่พ้นถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง“ประชานิยม” ที่อัดฉีดเม็ดเงินเอาใจเกษตรกร

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ล่าสุดหัวหน้าพรรคอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข ได้ปล่อยชุดนโยบายระหว่างเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตั้งแต่ ส.ค.เป็นต้นไปจะทยอยเปิดนโยบายหลัก 8 นโยบาย แบ่งเป็น 2 นโยบายต่อ 1 เดือน จนครบ

โดย ส.ค.ที่ผ่านมา 1. นโยบายพักหนี้ ปลอดดอกเบี้ย 3 ปี รายละ 1 ล้านบาท จากเดิมที่มีแต่พักหนี้แต่เกษตรกร แต่ต่อไปจะพักหนี้ไม่เฉพาะเกษตรกร จะพักหนี้ให้กับผู้เป็นหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เหตุเพราะต่างประสบปัญหากับสถานการณ์โควิด -19 มาร่วม 3 ปี และ 2. นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน โดยภาษีที่เสียไปจะต้องคืนให้กับบ้านเกิด 30% เพื่อนำมาเป็นงบประมาณบำรุงพัฒนาบ้านเกิด โดยอนุทินยืนยันว่านโยบายนี้จะต้องนำมาปฏิบัติ เมื่อได้เป็นรัฐบาล

สำหรับนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ภท.ก็เดินหน้าต่อยอด ขยายผล และที่จะส่งผลดีต่อแต้มการเมืองคือการเพิ่มเบี้ยให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งหวังแปรเปลี่ยนเป็นฐานเสียงหลักของพรรคจากที่ขยับเพิ่มขึ้นมาจาก 1,000 เป็น 1,500 ได้เสนอขึ้นเป็น2,000 บาทต่อเดือนยังไม่นับนโยบายด้านสาธารณสุข ด้านคมนาคม ที่ ภท.เตรียมพีอาร์ผลงานพรรค เพื่อตอกย้ำสโลแกน “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ”

ขณะที่ “กัญชาเสรี” นโยบายหาเสียงปี 2562 แม้แนวโน้มจะเสร็จสมบูรณ์ยากจึงเป็นไปได้สูงที่ ภท.จะใช้วิธีขอโอกาสกลับเข้ามาผลักดันนโยบายนี้ต่อ

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ประกาศเดินหน้านโยบายหลัก โฟกัสไปที่นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิตสำหรับทุกครอบครัว ตามช่วงอายุ ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนี้ เด็กเล็ก 0-6 ปี เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือนเด็กโตและเยาวชน 7-22 ปี เงินสนับสนุน 800 บาทต่อเดือน

ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป บำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือนผู้พิการ เบี้ยยังชีพผู้พิการ 3,000 บาทต่อเดือน และการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านต่อติดเตียงอย่างถ้วนหน้า ภายใต้กรองงบประมาณ 9,000 บาทต่อเดือนต่อผู้ป่วยหนึ่งคน

ก้าวไกลคาดหวังว่าการสร้างสวัสดิการให้ประชาชน สามารถเป็นแรงจูงใจให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะฐานเสียง “คนรุ่นใหม่” ที่ออกมาเรียกสร้างสวัสดิการที่ดีขึ้นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายอื่นๆ อาทิ จัดตั้งกองทุนตรวจสอบข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและออกเอกสารรับรองสิทธิในที่ดิน 10,000 ล้านบาท เพื่อพิสูจน์สิทธิ์และออกเอกสารสิทธิ์ให้ครบถ้วนทั้งหมด ภายใน 5 ปีพิจารณาคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ที่มีอยู่450,000 ราย เป็นต้น

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคสร้างอนาคตไทย(สอท.)ที่กำลังนำเสนอตัว โดยมีจุดขายเป็น“พรรคเศรษฐกิจ” ระดมมือเศรษฐกิจทุกด้านเพื่อขับเคลื่อนนโยบายกู้วิกฤติโดยล่าสุด ได้ประกาศแนวทางรีเซ็ตประเทศไทย ด้วยเสนอพันธกิจ 5 แก้ 5 สร้าง เพื่อฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ หนี้สิน เสนอตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ระบุถึง 2 โจทย์เร่งด่วนจากวิกฤติโควิด วิกฤติหนี้ค่าครองชีพสูง ต้องเร่งวางรากฐาน จึงเสนอ“กองทุนสร้างอนาคตประเทศไทย วงเงิน 3 แสนล้านบาท”แบ่งสัดส่วน 1 แสนล้านบาท สำหรับ“สร้างอนาคตเอสเอ็มอีไทย”แบ่งเป็น 3 กลุ่มมาตรการ 1.การเข้าถึงแหล่งทุน 2.ลดภาระทางการเงิน 3.แก้ปัญหาเรื่องหนี้สินพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อปลดหนี้สินให้คนตัวเล็ก พักชำระเงินต้นดอกเบี้ย เสริมทักษะอาชีพ เติมทุนใหม่ ผ่านกลไกรัฐที่มีมาตรการกำกับเช่น สร้างระบบจัดทุนใหม่ให้คนรายเล็ก ใช้นอนแบงค์

ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท เป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างเศรษฐกิจใหม่

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำทีมไทยสร้างไทย เปิดนโยบายนโยบายของพรรค ที่เน้นการดูแลประชาชน เกิดจนแก่ ต้องการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงอย่างมาก เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเพิ่มจำนวนประชากร

ด้านการศึกษา ไทยสร้างไทย เสนอนโยบายให้เด็กไทยทุกคนเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ในระยะเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม อายุ 18-19 โดยเฉลี่ยสามารถจบปริญญาตรี เพื่อประหยัดในการเลี้ยงดู 3-4 ปี

ด้านเศรษฐกิจ ไทยสร้างไทย เสนอตั้ง 5 กองทุน 1.กองทุนเอสเอ็มอี ช่วยผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งทุน 2.กองทุนสตาร์ตอัพ 3.กองทุนวิสาหกิจชุมชน 4.กองทุนธุรกิจท่องเที่ยว 5.กองทุนเครดิตประชาชน เพื่อให้เครดิตตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป

อีกนโยบายสำคัญ คือ “บำนาญประชาชน” คนละ 3,000 บาทต่อเดือน โดยยึดจากเส้นแบ่งแยกความยากจน 2,700 บาท (ฐานผู้สูงวัยที่จะเพิ่มเป็น 12 ล้านคน)ยังถูกตั้งคำถามว่าจะนำงบประมาณในส่วนใดมาจ่ายให้กับ “ผู้สูงอายุ”

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

เหล่านี้คือนโยบายบางส่วนของ “พรรคการเมือง” ที่โหมโรงเลือกตั้งจับจองความเป็นเจ้าของปลุกปั้นนโยบาย “ประชานิยม”เพื่อหวังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากที่สุดและก้าวไปสู่อำนาจรัฐให้สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริง

ทว่านโยบายที่บรรดาพรรคการเมืองนำเสนอจะสามารถทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและส่วนใหญ่จะเน้นนโยบายใช้เงิน แทนที่จะเน้นนโยบายหาเงิน หารายได้เข้าประเทศ

ท้ายที่สุดหาก “พรรคการเมือง” ผิดสัญญากับประชาชนโอกาสที่จะถูกโหวตสั่งสอนอาจมีให้เห็นในการเลือกตั้งครั้งนี้

โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

คุณกำลังดู: โหมโรง“ประชานิยม”กู้เศรษฐกิจ “พรรคการเมือง” ประชัน“แก้หนี้-สร้างโอกาส”

หมวดหมู่: การเมือง

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด