“กรณ์-สุวัจน์” กับ “ขั้วที่สาม” ชูเศรษฐกิจพิชิต “ขัดแย้ง”

อนาคตอันน่าเศร้าของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่หลวง ประชาชนเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง “สองขั้วขัดแย้ง” ระหว่าง “3 ป” กับ “ทักษิณ-เพื่อไทย” ทำท่าว่าจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครองอำนาจ คนไทยมีทางเลือกเพียงแค่นี้จริงหรือ?

“กรณ์-สุวัจน์” กับ “ขั้วที่สาม” ชูเศรษฐกิจพิชิต “ขัดแย้ง”

นี่คือ“โจทย์ใหญ่”ที่ประชาชนคนไทยจะต้องช่วยกันหาคำตอบและตัดสินอนาคตของตัวเอง

อย่างไรก็ตามยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้างเมื่อการจับมือ“ผนึกกำลัง”ระหว่างนายสุวัจน์ลิปตพัลลภประธานพรรคชาติพัฒนา(ชพน.)กับนายกรณ์จาติกวณิชหัวหน้าพรรคกล้าเมื่อวันที่2กันยายนที่ผ่านมาดูเหมือนเป็นการ“จุดประกาย”การเมือง“ขั้วที่สาม”เพื่อเป็นทางออกให้ประเทศ

สิ่งที่จับความได้จากการร่วมมือกันครั้งนี้ทั้งสองคนใจตรงกันที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนซึ่งกำลังทุกข์เข็ญเป็นเรื่องหลักโดยไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

“ตนอยู่กับการเมืองมาเกือบ35ปีมองประเทศตลอดระยะเวลาที่ตนทำงานวันนี้ถือว่าวิกฤติที่สุดโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจซึ่งชพน.จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและเพื่อจะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาต้องมารวมพลังกอบกู้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติเห็นว่ามือเศรษฐกิจวันนี้ต้องเข้าใจเศรษฐกิจรากหญ้าว่าคนยากคนจนเดือดร้อนอย่างไรต้องเข้าใจเศรษฐกิจมหภาคของประเทศและต้องมีความเป็นสากลเข้าใจโลกเพราะวันนี้บริบทโลกเปลี่ยนไปเราต้องการมืออาชีพที่เข้าใจบริบทของประเทศและโลก”สุวัจน์กล่าวถึงความร่วมมือกับกรณ์

ทั้งยังกล่าวถึงกรณ์ด้วยว่า“ชพน.ปรึกษากันว่าใครที่มีความเหมาะสมที่จะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจเพื่อมาทำงานร่วมกันเราคิดถึงนายกรณ์เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจโดยตรงเคยเป็นรมว.คลังมีประสบการณ์ช่วยแก้วิกฤติต้มยำกุ้งแฮมเบอเกอร์จนทำให้ผ่านวิกฤติมาได้เคยทำงานเอกชนและทำงานในรัฐบาลเป็นรมว.คลังของโลกและเอเชียสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลพิสูจน์ผลงานให้เห็นชัดเจนขณะเดียวกันยังมีประสบการณ์เป็นส.ส.ที่มาจากพื้นที่และมาจากการเลือกตั้งเป็นนักเรียนนอกมีความเป็นสากลจบการศึกษาด้านนี้โดยตรงถือเป็นหน้าเป็นตาเรามีความเชื่อมั่นว่านายกรณ์จะเป็นผู้ที่มาแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจร่วมกับชพน.”สุวัจน์กล่าว

นอกจากนี้สุวัจน์ยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่า“การเมืองต้องไม่ขัดแย้งชพน.ทำการเมืองมาสามสิบปีหลักการทำงานของชพน.อยู่บนพื้นฐานที่พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรควางเอาไว้คือทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ประนีประนอมไม่ขัดแย้งยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก”

ในขณะที่“กรณ์”กล่าวอย่างมันใจว่าจากที่รู้จักกันกับนายสุวัจน์มานานช่วงอยู่ในตำแหน่งรมว.คลังได้ทำงานใกล้ชิดกับชพน.ถือว่าปรัชญาทางการเมืองใกล้เคียงกันมากสิ่งสำคัญที่สุดคือหลักปฏิบัตินิยมในการลงมือทำไม่ว่าข้อเสนอที่เสนอต่อสังคมในช่วงที่ผ่านมาเรื่องปัญหาน้ำมันหนี้สินมันอยู่ในหลักปฏิบัตินิยมนำไปสู่การปฏิบัติได้ในมุมมองตนนายสุวัจน์ยึดหลักปฏิบัตินิยมมาตลอดไม่ว่าในฐานะนักการเมืองนักธุรกิจไม่พูดมากแต่ลงมือทำผลงานเป็นที่ประจักษ์และเรามีเป้าหมายชัดเจนคือ“ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความมั่นคงในสังคมต่อไป”

ที่สำคัญเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าที่บอกว่าต้องรวมพลังกันแก้ปัญหาชพน.จะเชิญคุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์ประธานพรรคไทยสร้างไทยและนายอุตตมสาวนายนหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยมาร่วมกันด้วยหรือไม่นายสุวัจน์กล่าวว่าการเมืองวันนี้ต้องหันหน้าเข้าหากันจะบอกว่าเราไปร่วมกับใครไปเชิญใครคงบอกไม่ได้แต่วันนี้ขอเริ่มต้นที่นายกรณ์ท่านอื่นยังตอบแทนไม่ได้

ถึงตรงนี้คนรุ่นใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยได้ติดตามการเมืองมาก่อนอาจยังไม่รู้จัก“สุวัจน์”ว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองโชกโชนขนาดไหนลองมาย้อนอดีตดูอีกครั้ง

“สุวัจน์”เริ่มการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดนครราชสีมาในเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2531ต่อมาในพ.ศ. 2533ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมรัฐบาลของพล.อ.ชาติชายชุณหะวัณพ.ศ. 2534เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย

หลังการยุบสภาพ.ศ. 2535 “สุวัจน์”ได้เข้าร่วมกับพล.อ.ชาติชายชุณหะวัณนายกรทัพพะรังสีและสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งจัดตั้งพรรคชาติพัฒนาขึ้น

สมัยรัฐบาลของพล.อ.สุจินดาคราประยูรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและพ.ศ. 2538เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรัฐบาลนายชวนหลีกภัย

พ.ศ.2540เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรัฐบาลพล.อ.ชวลิตยงใจยุทธและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรัฐบาลนายชวนหลีกภัยพ.ศ. 2545รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรัฐบาลทักษิณชินวัตรพ.ศ.2547เป็นรองนายกรัฐมนตรีต่อจากนั้นไม่นานก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรัฐบาลทักษิณชินวัตร

“สุวัจน์”เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาต่อจากนายกรทัพพะรังสีซึ่งลาออกไปร่วมกับพรรคไทยรักไทยและต่อมาพ.ศ.2548 “สุวัจน์”ประกาศยุบพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยต่อมาพ.ศ. 2550ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา5ปีเนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมืองพ.ศ. 2549ได้นำสมาชิกในกลุ่มย้ายไปสังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาก่อนจะกลับมาเป็นพรรคชาติพัฒนา

เห็นได้ชัดว่าถ้าจะเอาประสบการณ์ทางการเมืองจาก“สุวัจน์”และ“คอนเน็คชั่น”ทางการเมืองถือว่ากรณ์คิดถูกเพราะไม่น้อยหน้าใครในแวดวงการเมืองไทยแน่นอน

ขณะที่“กรณ์”ก็ไม่ธรรมดาเคยเป็นอดีตรองหัวหน้าตามภารกิจพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ในช่วงเวลาหนึ่งยุคประชาธิปัตย์รุ่งเรืองเนื่องจากรูปร่างที่สูงถึง193เซนติเมตรทำให้“กรณ์”ได้สมญานามจากสื่อมวลชนว่า“หล่อโย่ง”ซึ่งตั้งให้เข้ากับที่อภิสิทธิ์เวชชาชีวะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีสมญานาม“หล่อใหญ่”อภิรักษ์โกษะโยธินอดีตผู้ว่าฯกทม.รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สมญานาม“หล่อเล็ก”และหม่อมหลวงอภิมงคลโสณกุลได้รับสมญานาม“หล่อจิ๋ว”

ต้นพ.ศ. 2549 “กรณ์”มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์โดยได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการขายหุ้นชินคอร์ปซึ่งการขายหุ้นดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีความเกี่ยวพันกับ“ทักษิณ”ในประเด็นการซุกหุ้นและหลีกเลี่ยงภาษีจนนำไปสู่คำพิพากษาตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกฯในที่สุด

ในการเลือกตั้งส.ส.พ.ศ. 2550 “กรณ์”ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่2กรุงเทพมหานคร(เขตบางคอแหลมยานนาวาคลองเตยและวัฒนา)และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลสมัครสุนทรเวชทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์จึงประกาศจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเงาหรือครม.เงาขึ้นเพื่อติดตามตรวจสอบและเสนอแนะการบริหารงานของรัฐบาลตามรูปแบบที่มีในต่างประเทศ“กรณ์”ในฐานะแกนนำทีมเศรษฐกิจได้รับเลือกจากพรรคให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา

ในวันที่15กรกฎาคม2551พรรคประชาธิปัตย์จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตามข้อบังคับพรรคและ“กรณ์”ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ด้านการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร“กรณ์”ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและสถาบันการเงินสภาผู้แทนราษฎร

ต่อมาเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่20ธันวาคม2551 “กรณ์”ได้เป็นรมว.คลังในรัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ

ช่วงพ.ศ.2551-2553ประเทศไทยประสบวิกฤติการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามมาจากสหรัฐอเมริกา“กรณ์”ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลแก้ไขวิกฤติด้วยมาตรการไทยเข้มแข็งจนกระทั่งประเทศไทยฟื้นจากวิกฤติเร็วเป็นอันดับ2ของโลกพลิกตัวเลขGDPจากติดลบสองหลักเป็นบวก7.8%ภาคการส่งออกเติบโตก้าวกระโดด28.5%จน“กรณ์”ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังโลกโดยนิตยสารเครือThe Banker : Financial Timesคนแรกของประเทศไทย

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่24มีนาคม2562 “กรณ์”ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแต่ในการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่15พฤษภาคม2562 “กรณ์”ไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคต่อมาวันที่15มกราคม2563 “กรณ์”ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มีผลในวันที่15มกราคม2563

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ที่ยังไม่แน่ชัดว่าพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่กรณีพรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานะดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญว่าครบ8ปีแล้วหรือไม่

ท่ามกลางการเดินเกมของนักการเมือง“3ป”ซึ่งมาจากรัฐประหารที่มีต้นทุนต่ำด้านประชาธิปไตยต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปไม่ว่าการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งของพล.อ.ประยุทธ์หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยังไม่ครบ8ปี?หรือสมบัติผลัดกันชมอำนาจเปลี่ยนมือมาอยู่กับ“บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณในฐานะ“นายกรัฐมนตรีคนนอก”ที่มีข่าวลือว่า“ดีล”เอาไว้แล้วกับ“นายใหญ่”พรรคฝ่ายค้านจริงหรือไม่

และท่ามกลางความเชื่อมั่นอย่างสูงของฝ่าย“ทักษิณ”ที่จะกลับมายิ่งใหญ่บนสังเวียนการเมืองไทยหลังจากต่อสู้จนได้บัตรเลือกตั้ง2ใบได้สูตรส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือบัญชีรายชื่อหาร100ซึ่งจะทำให้ได้ทั้งส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกันจนอาจำให้ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์หรือ“ถล่มทลาย”ได้ไม่ยาก

แต่ชัยชนะของฝ่าย“ทักษิณ”ก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งตามมาระหว่างคนที่ไม่เอา“ทักษิณ”เนื่องจากคดีทุจริตในอดีตกับคนที่รัก“ทักษิณ”รวมทั้งการสกัดจากฝ่าย“3ป” (ถ้าการต่อรองอำนาจไม่ลงตัว)รวมทั้งมีคนจองกฐินเอาไว้แล้วว่าหากชัยชนะของพรรคเพื่อไทยแบบแลนด์สไลด์นำไปสู่การพา“ทักษิณ”กลับบ้านบ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่

ยิ่งกว่านั้นภาพที่เห็นชัดอีกอย่างก็คือการเลือกข้างทางการเมืองของ“สองขั้วขัดแย้ง”ระหว่างฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป(ความหวังอยู่ที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ)กับฝ่ายที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรฝ่ายค้านกลับมาเป็นรัฐบาลเพราะไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์และไม่ต้องการ“3ป”อยู่ในอำนาจต่อไปก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้การเมืองมี“ทางเลือก”แค่“สองทาง”คือไม่เอา“ประยุทธ์”ก็เอา“ทักษิณ”เนื่องจากทางเลือกอื่นยังไม่ชัดเจนว่าจะมี“ขั้วที่สาม”หรือไม่อย่างไร

กระทั่งการจับมือระหว่าง“กรณ์”กับ“สุวัจน์”คำถามถึงความร่วมมือจึงถูกโยงไปถึงคุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์ประธานพรรคไทยสร้างไทยและนายอุตตมสาวนายนหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยที่จะนำไปสู่ทางเลือก“ขั้วที่สาม”ได้หรือไม่

อย่าลืมว่าพรรคไทยสร้างไทยโดยคุณหญิงสุดารัตน์ได้เปิดตัวสุพันธุ์มงคลสุธีอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ที่เพิ่งหมดวาระและได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค(APEC Business Advisory Council : ABAC 2022)และประธานกิตติมศักดิ์ส.อ.ท.เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไปแล้ว

ทั้ง“สุพันธุ์”ยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้ประกอบการSMEsตัวเล็กๆที่สามารถขยายกิจการจนเติบโตนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นบริษัทมหาชนได้มากถึง4บริษัทเป็นคนที่มองอนาคตได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในแง่ของเทคโนโลยีและธุรกิจเป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์คิดได้และทำเป็นซึ่งเป็นDNAที่ตรงกับตนเองนอกจากจะเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศแล้วยังเป็นที่ยอมรับของนานาชาติด้วยอีกทั้งยังเป็นบุคคลที่สามารถสร้างทุกอย่างให้เติบโตขึ้นมาได้ด้วยฝีมือของตนเองเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ไกล

นอกจากนี้การหาเสียงของพรรคไทยสร้างไทยที่ผ่านมายังเน้นนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังทุกข์ร้อนอยู่เป็นสำคัญ

สำหรับนายอุตตมสาวนายนหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยที่ถูกพูดถึงเนื่องจากมีความชัดเจนว่าได้วางตัวดร.สมคิดจาตุศรีพิทักษ์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเป็นแคนดิเดต“นายกรัฐมนตรี”ของพรรคแม้ว่าจะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการก็ตาม

ที่น่าสนใจนายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย(สอท.)เคยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว(1ส.ค.65)ถึงการพูดคุยกับดร.สมคิดกรณี“ดีเบต”ซึ่งดร.สมคิดอ้างว่าไม่ถนัดแต่ก็มีคำตอบที่เห็นได้ชัดว่า“สมคิด”วางจุดยืนทางการเมืองเอาไว้อย่างไร

“...ผมถามว่าถ้าพรรคสร้างอนาคตไทยเสนอชื่ออาจารย์เป็นแคนดิเดตนายกฯอาจารย์ก็ต้องออกไปดีเบตกับบรรดาว่าที่นายกรัฐมนตรีทุกคนอาจารย์ก็ต้องพูดการเมืองอาจารย์หัวเราะแล้วโบกไม้โบกมือตอบว่า

ผมไม่ดีเบตกับใครการพูดการเมืองมันต้องกระทบกระทั่งกันบ้างไม่มากก็น้อยประเทศควรเลยเวลานั้นมาแล้วถ้าพรรคสร้างอนาคตไทยเสนอผมเป็นแคนดิเตตผมก็ให้คนในพรรคออกไปดีเบตเองผมจะพูดบางเรื่อง-บางครั้ง-และบางเวลาเท่าที่จำเป็นเท่านั้นแต่จะไม่ไปดีเบตกับใคร

ผมถามว่าเอ้า!แล้วถ้าพรรคเสนออาจารย์แล้วอาจารย์ไม่ดีเบตจะหาเสียงให้พรรคได้อย่างไรอาจารย์ตอบว่า“การเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อ”ถ้าประชาชนเบื่อความขัดแย้งประชาชนกังวลเรื่องปากท้องของตนเองและลูกหลานในอนาคตเขาก็คงทิ้งปัญหาความขัดแย้งมาเลือกพรรคการเมืองที่จะแก้ปัญหาปากท้องให้เขาอยู่ที่ประชาชนจะเชื่อใครว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

ผมถามว่าอาจารย์หนักใจเรื่องอะไรบ้างอาจารย์ตอบว่าประเทศนี้มีคนที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจริงๆและไม่ฝักใฝ่การเมือง4-5คนนับว่าน้อยมากกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักขึ้นทุกวันแล้วอาจารย์ก็นับนิ้วเอ่ยชื่อคนเหล่านั้นมาให้ฟัง

อาจารย์ให้การบ้านว่าพรรคสร้างอนาคตไทยต้องไปหาคำตอบให้ได้ว่าครั้งหน้าประชาชนจะใช้ประเด็นใดในการตัดสินใจเลือกผู้แทนราษฎรของเขาจะเลือกตามประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนในอดีตหรือจะเลือกประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนี่คือทางสองแพร่งนี่คือจุดแพ้-ชนะทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ประเด็นก็คือถ้าต้องการแก้ปัญหา“วิกฤติเศรษฐกิจลดความขัดแย้งในสังคม”พรรคที่มีแนวคิดตรงกันจะต้องจับมือกันทำ“การเมืองขั้วที่สาม”ให้เป็นกลุ่มก้อนและ“มีพลัง”มากพอที่จะเป็น“ทางเลือกใหม่”ให้ประชาชนได้

ไม่อย่างนั้นก็ยังคงอยู่ใน“วังวน”ของ“สองขั้วขัดแย้ง”ไม่เลิกรา

ไม่รู้คาดหวังสูงไปหรือไม่การเมืองไทยประชาธิปไตยไทยควรมีทางเลือกให้กับประชาชนมากกว่าหนึ่งสองสามหรือสี่ด้วยซ้ำใครว่าจริงหรือไม่

คุณกำลังดู: “กรณ์-สุวัจน์” กับ “ขั้วที่สาม” ชูเศรษฐกิจพิชิต “ขัดแย้ง”

หมวดหมู่: การเมือง

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด