"มาสุ" เปรียบรัก "นาตาลี" เหมือนจิ๊กซอว์ ยังไม่มองอนาคต แต่สเตตัสมั่นคง!

"มาสุ" เปรียบรัก "นาตาลี ปณาลี" เหมือนจิ๊กซอว์ ยังไม่มองอนาคต แต่สเตตัสมั่นคง!

"มาสุ" เปรียบรัก "นาตาลี" เหมือนจิ๊กซอว์ ยังไม่มองอนาคต แต่สเตตัสมั่นคง!

เป็นคู่ที่เรียบง่ายและดูน่ารัก สำหรับพระเอกหนุ่ม มาสุ จรรยางค์ดีกุล กับนางเอกสาว นาตาลี-ปณาลี วรุณวงศ์ ที่คบหาดูใจกันมานาน 5 ปีแล้ว แม้จะเป็นความรักที่ไม่หวือหวา แต่สเตตัสของทั้งคู่นั้นมั่นคงสุดๆ แถมมาสุยังปากหวานเปรียบคู่ของตนเองเหมือนจิ๊กซอว์ที่พอดีกันมาก

เมื่อ sanook.com มีโอกาสเจอ มาสุ จึงได้พูดคุยอัปเดตเรื่องความรัก มีแอบวางแผนอนาคตไว้บ้างหรือยัง รวมถึงการพลิกบทบาทมารับบท หมอทองแท้ ในละครพีเรียด หมอหลวง เป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนี้กำลังสนุกสนานเลยทีเดียว ออกอากาศทาง ช่อง 3HD ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30 น.

ความรักกับ นาตาลี ปณาลี บ้างเป็นอย่างไรบ้าง

“แฮปปี้ครับ จะ 5 ปีแล้วครับ คู่เราธรรมดาที่สุดแล้ว ผมใช้ชีวิตปกติมาก นอกจอกับในจอปกติมากๆ”

เรียกว่าถึงจะทำงานเยอะ คู่เราก็ไม่มีปัญหาเรื่องเวลา

“ไม่มีครับ ละครถ่ายรัวก็รัวจริง เวลาพักก็พักยาวจริง จนบางทีคิดว่านี่มันล็อกดาวน์หรือเปล่านี่ เวลาที่ไม่มีละครมันก็จะค่อนข้างว่าง เวลาก็บาลานซ์อยู่ครับ ตัวเขาเองก็งานแน่นเหมือนกัน แต่เราก็เจอได้ปกติเลยครับ มีไปกินข้าวด้วยกันตอนเย็น เจอกันสบายๆ เลยครับ ไม่ได้รู้สึกว่าเวลาเจอกันน้อยเลย”

เคยไปหากันที่กองละครบ้างไหม

“ไม่เคยเลยครับ เพราะว่าพาร์ตของการทำงาน คือทำงานเลย เพราะว่าตัวผมก็ใช้สมาธิ เวลาเขาทำงาน เขาก็ตั้งใจทำงาน บางทีการที่เราไปอาจจะไปรบกวนเขามากกว่า ถามว่าเป็นคนติดแฟนมั้ย ไม่ติดเลยครับ แต่ว่าบาลานซ์เวลาดี คือเราไม่มีปัญหาเรื่องเวลา”

คบกันมาจะ 5 ปีแล้ว มีวางแผนอนาคตร่วมกันบ้างหรือยัง

“ยังไม่ถึงพูดคุยกันขนาดนั้น รู้สึกว่ามันเป็นสเตตัสที่มั่นคง ในแง่ที่ว่าไม่มีปัญหากัน ไม่ทะเลากันเลย เข้าใจกัน อาจจะเพราะว่าโตมาด้วยกัน บ้านก็ไม่ได้ห่างกันมาก เรียนก็เรียนที่เดียวกันมาครับ มันมีเวลาที่เราได้จูนกัน ทำให้เราไม่ต้องปรับอะไรกันมาก”

 เรียกว่าคู่เรามีความเป็นเพื่อนสูง

“ไม่ครับ เพราะว่าผมก็โตกว่าเขาประมาณ 4 ปี ถ้าเป็นจิ๊กซอว์คู่เราก็เป็นจิ๊กซอว์ที่พอดีๆ ผมก็ไม่ต้องปรับอะไรมาก เขาเองก็ไม่ต้องปรับอะไรมาก เราก็อยู่กันแบบไม่ได้มีการวางแผน คนนี้ก็มั่นใจครับ ผมทำอะไรจะมั่นใจทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องความรัก”

เรื่อง ชายแพศยา ต้องเลิฟซีนหนักมากเราต้องบอกเขาไหม

“ไม่เคยบอกเลย แต่จริงๆ ทุกเรื่องจะมีเลิฟซีน แล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อย ตัวเขาก็เคยผ่านการถ่ายละครมาแล้ว เขาก็เข้าใจครับ ถ้าเขาไม่เคย อันนี้เขาอาจจะไม่เข้าใจ แต่นี่เขาก็เคยผ่านมาแล้ว เขาเลยเข้าใจ บทมันเขียนมาแบบนี้เราก็เล่นแบบนี้ เราไม่ได้เพิ่มอะไร อีกอย่างคนที่ทำงานกับผมจะรู้ ว่าผมให้เกียรติซึ่งกันและกัน เวลาที่เข้าฉากเลิฟซีนกับใคร

เพราะว่าผมเล่นไปตามตัวละคร และอีกอย่างในเรื่องเลิฟซีน ผมก็ให้เกียรติผู้หญิง ทุกครั้งที่จะเข้าฉากเลิฟซีนผมยกมือไหว้ขออนุญาต พอเล่นเสร็จ ผมก็จะยกมือไหว้ขอบคุณเขา แต่เราก็ไม่มีอะไรเกินเลยนะ บทมาแค่ไหนเราเล่นแค่นั้น คือให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกันในการเล่นฉากเลิฟซีน”

เขาดูเราเล่นฉากเลิฟซีนได้ไม่ติด

“ดูได้ แต่เขาดูหรือเปล่าไม่รู้นะ(หัวเราะ) แต่ก็ไม่เคยงอแงเรื่องฉากเลิฟซีน เพราะเขาเองก็ทำงานตรงนี้เหมือนกัน เขาต้องเข้าใจแน่นอนครับ”

คู่เราเป็นความรักที่ไม่หวือหวา

“เรียบง่ายไม่หวือหวา ถามว่าเติมความรักให้กันยังไง ไม่ให้เกิดความเบื่อ ผมว่ามันคือความสม่ำเสมอ แต่ผมก็ไม่ได้แสนดีสม่ำเสมอ หรืออะไรที่หลายคนจินตนาการไว้ สม่ำเสมอของผมคือ เรายังทานข้าวด้วยกันเป็นประจำ มีอะไรแชร์ แชร์เรื่องมุมมองต่างๆ มีเซอร์ไพรส์กันบ้าง ตามวาระผมไม่เคยพลาดครับ”

รับบท หมอแท้ ในละครพีเรียด หมอหลวง ครั้งแรกรู้สึกกดดันไหม

“เราทุกคนที่เล่นเป็น หมอ หรือ นักเรียนหมอ เราต้องไปเรียนเรื่องแพทย์มาก่อน อย่างน้อยเราต้องรู้ว่ายาที่เราหยิบจับขึ้นมามีสรรพคุณอะไร วิธีการรักษาต้องรักษายังไง ขนาดเรื่องท่าจับชีพจร ต้องเป็นการจับให้ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แต่เป็นการทำงานที่สมูทด้วย

ส่วนเรื่องความกดดัน หรือ กลัวว่าจะถูกจับผิดมั้ย ผมว่าเราเล่นไปตามบทครับ บทว่ายังไง เราก็เล่นไปตามนั้น แล้วในกองจะมีอาจารย์ คอยกำกับอยู่ด้านข้าง แล้วอีกอย่างส่วนตัวครอบครัวของผม คุณพ่อ พี่สาว น้องชาย ก็เป็นคุณหมอกันหมด เราก็เลยสัมผัสได้กับอาชีพของหมอ ทำให้เราไม่รู้สึกไกลตัวมาก เแต่เรื่องความระมัดระวัง เราก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของทีมงานเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ

จริงๆ เราก็เป็นห่วงเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าบางคนจะไปทำตามหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ ยาที่เราเห็นในละคร มันใช้ได้จริง แต่ต้องย้ำเลยว่า ดูละครแล้วเห็นว่าในละครใช้ แล้วรู้สึกว่าฉันเป็นอย่างนี้อยู่ก็ไปซื้อมาใช้ตาม อันนี้ไม่ควรเลย ควรต้องผ่านคุณหมอแผนไทยเลย”

“ถึงจะเป็นสมุนไพรที่เป็นยาก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าใช้ได้กับทุกคน แต่ละคนใช้ก็ต้องมีเอฟเฟ็ก มีผลลัพพ์ที่แตกต่างกันจริงๆ ถ้าจะใช้ก็ให้ไปปรึกษาคุณหมอดีกว่า ว่ายาประเภทนี้ควรใช้กับโรคแบบไหน และขนาดเท่าไหน อย่าหามาใช้กันเองครับ”

มาริโอ้บอกว่า ไฮไลท์ของเรื่องนี้อีกอย่าง คือฉากถอดเสื้อของแก๊งหมอคิ้วบอย

“คุณหมอคิ้วบอยพกซิกแพ็กกันมาด้วย ตอนเวิร์กช็อปกับพี่โอ้ เราก็คุยกันว่าเห็นแก๊งหมอหรือยัง พี่โอ้บอกว่าเห็นแล้ว ยังกับบอยแบรนด์ ตอนนี้ได้เห็นในละครแล้วก็น่ารักเป็นแก๊งหมอคิ้วบอย หมอคิ้วบอยทุกคนมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ซ้ำกันเลย และชัดด้วย คาแรคเตอร์เขาก็ฉีกกันหมดเลย”

ความหล่อของเราออกคนเดียวเราก็กินขาดนะ

“พูดจริงๆ ผมยกเครดิตให้บทกับพี่ชุเลย พี่ก้องเลย ที่ตั้งใจสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา แล้วก็เป็นบทที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย ตั้งแต่ผมได้เล่น ผมรักบทนี้มาก ทองแท้”

เราไม่เคยเล่นพีเรียดมาก่อน เวลาพูดภาษาโบราณมันเข้าปากเราไหม

“เข้านะ ปกติผมเป็นคนพูดเร็ว แต่พอมาต้องเล่นพีเรียดเราก็ต้องค่อยๆ พูด แบ่งเป็นคำๆ ทำให้เราพูดชัด และก็พูดเข้าปากนะ เพราะว่ามันเป็นการพูดทีละคำ ถ้าจะยากก็เป็นราชาศัพท์ เพราะคำเหล่านี้จะผิดพลาดไม่ได้ แต่เป็นคำที่พูดกันเองจะสบายๆ เป็นคำโบราณจริง แต่เป็นคำที่ชาวบ้านพูดกัน”

ติดใจละครพีเรียดเลยไหม

“ผมชอบ เสียอย่างเดียวเลยมันร้อน พีเรียด ผมเป็นนักแสดงที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในออฟฟิศ หลุดไปก็เหมือนเปิดโลกนะ ได้ไปเล่นละครแนวที่เราไม่เคยได้เล่น บางครั้งก็รู้สึกว่าเราได้เริ่มกลับไปทำงานใหม่ เพราะว่ามันใหม่หมดเลย แค่ชุดก็งานยากแล้ว เข้าห้องน้ำก็ยากมาก”

ร่วมงานกับ คิมเบอร์ลี่ ครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง

“เรียกว่าทุกคนในเรื่องนี้ รวมถึงทีมงานด้วย ผมไม่เคยร่วมงานมาก่อนเลย ผมร่วมงานกับพี่คิมเป็นครั้งแรก บทของผมกับพี่คิมเป็นอะไรที่พูดยาก เรื่องของความรู้สึก แต่จริงๆ ทองแท้เขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ว่าเรารู้สึกยังไงกับแม่บัว ส่วนตัวที่ผมมองทองแท้ ที่เขามีความรู้สึกกับแม่บัว มันเป็นความห่วงใย เหมือนอยู่ๆ มีคนคนนึงเข้ามาในบ้านเรา แล้วไม่รู้ว่าเขาฉลาด หรือว่าสติไม่ดีกันแน่ มันก่ำกึ่งไปหมด

ภาษาที่เขาพูดเราก็ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อน ไหนเขาจะบอกว่าเป็นนักเรียนหมอ ซึ่งในยุคนั้น ผู้หญิงไม่ได้ไปเรียนหมอได้ มันเป็นความรู้สึกเป็นห่วงไปหมด แล้วเขาก็รู้ว่าทองอ้นชอบแม่บัว เราก็คอยช่วยเขาทุกอย่าง”

ในเรื่องนี้เล่นกับใครยากที่สุด

“มียาก 2 แบบ ยากแบบแรก คือเล่นกับ หลิงหลิง ที่เล่นเป็น คุณแม้นวาด ที่อยู่ในวัง คุณแม้นวาดไม่พูด พูดได้หรือเปล่าไม่บอก แต่ทำไมไม่พูด เขาใช้ภาษมือในการสื่อสาร เราต้องไปเล่นกับเขาเป็นการสื่อสารทางเดียว อีกยากหนึ่ง คือการเล่นกับพี่ฟรอยด์ เพราะว่าแกสดมากในมุกตลก ในรอบซ้อมเราไม่เห็น แกจะมาลงในรอบจริง ซึ่งมันจะสดมาก คนดูจะสัมผัสถึงความสดตรงนั้นได้ มันตลก บางทีเราต้องนั่งกลั้นขำ ยากกว่าเล่นกับหลิงหลิง เพราะว่าถ้าขำผมต้องเทคนะครับ"

ตอนนี้ละครเรตติ้งดีมาก

“ดีใจหายเหนื่อย ไม่ค่อยได้สัมผัสฟิลลิ่งนี้ นานๆ ที หมายถึงว่า เวลาเล่นแล้วฟีดแบ็กกลับมาดี คนอินกันจริงๆ ตามดูกันจริงๆ ชื่นชมในตัวละครจริงๆ ดีใจแทนทีมงานมากๆ เพราะว่านักแสดงทำงานแค่พาร์ตด้านหน้า ละครเรื่องหนึ่ง ผมเปรียบละครเรื่องนึงเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนของนักแสดง คือส่วนที่โผล่พ้นน้ำ แต่งานที่ใหญ่มากๆ คืองานเบื้องหลัง ตั้งแต่ผู้จัด ผู้กำกับ ทีมงาน คนเขียนบท ทีมโปรโมตทุกอย่าง ผมดีใจแทนพวกเขา คำชื่นชมมันทำให้เขาหายเหนื่อยมาก”

ยังต่อสัญญากับช่อง 3 ยาวๆ

“อยู่กับช่องยาวๆ เลยครับ เป็นนักเรียนช่อง ไม่มีจบ อยู่กับช่องมาตั้งแต่เป็นนักเรียนการแสดง สำหรับตัวผมโตมากับช่องจริงๆ ถึงวันนี้ 7 ปี กำลังจะขึ้น 8 ปีแล้วครับ เหมือนบ้านแล้ว ขับรถมาช่องเหมือนขับรถมาบ้าน เพราะว่าขับมาจนชิน”

อยู่ในวงการมา 7 ปี เห็นตัวเองมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง

“ได้รับบทที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปตามอายุงาน บทที่ผู้ใหญ่ให้มา เป็นบทที่ยากขึ้น ให้เราได้ลองอะไรใหม่ๆ งานที่ท้าทายมากขึ้น ผมเห็นตัวผมที่โตขึ้นเรื่อยๆ เวลาเราย้อนกลับไปดูละครที่เราเคยเล่นมันก็จะขำ เราดูเด็กจังเลย เราเล่นซีนอย่างนั้นไปได้อย่างไร ถ้าย้อนกลับไปเราจะทำได้ดีกว่านั้น เพราะมันเป็นเรื่องของความเข้าใจ

บางทีด้วยวัยวุฒิ ตอนที่อายุ 18-19 ปี แล้วต้องเล่นเป็นคนทำงาน มันจะมีบางอย่างในสายตาของเรา มีความไม่เข้าใจ แต่ถ้าเล่นวัยนี้ในบทนั้น เราจะเข้าใจแล้วเราจะเล่นไปอีกแบบ คือพอเราโตขึ้นบทที่เข้ามาก็ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็จะมีเรื่องที่เราได้คลายบ้าง อย่างเรื่อง หมอหลวง เรื่องนี้เราไม่ต้องเครียดมาก”

คุณกำลังดู: "มาสุ" เปรียบรัก "นาตาลี" เหมือนจิ๊กซอว์ ยังไม่มองอนาคต แต่สเตตัสมั่นคง!

หมวดหมู่: ความบันเทิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด