ส.อ.ท.เปิดจุดอ่อนไทย ดับฝันดึงต่างชาติลงทุน “ชิป”

ภาคเอกชนดับฝันโอกาสดึงลงทุนโรงงานผลิตชิปในไทย กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ฯ ส.อ.ท. ชี้การสร้างโรงงานผลิตชิปเป็นการลงทุนมูลค่าสูงและมีเทคโนโลยีซับซ้อน ต้องการวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ซึ่งกว่าไทยจะสร้างคนได้ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี

ส.อ.ท.เปิดจุดอ่อนไทย ดับฝันดึงต่างชาติลงทุน “ชิป”

ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นรอบเกาะไต้หวันกำลังซ้ำเติมวิกฤติขาดแคลนซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์(ชิป)ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องต่อแถวแย่งชิงชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ว่านี้ในอุปกรณ์อัจฉริยะตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้ารถยนต์สมาร์ทโฟนแลปท็อปเครื่องมือแพทย์และอื่นๆอีกมาก

วิบูลย์รักสาสน์เจริญผลเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่าวิกฤติการขาดแคลนชิปไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นที่กล่าวถึงมากในช่วง2ปีที่ผ่านซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดระหว่างจีนและไต้หวันถือเป็นปัจจัยลบที่ทำให้วิกฤติความขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันเป็นลักษณะที่ผู้ขายมีอำนาจเหนือตลาดโดยผู้ผลิตชิปในไต้หวันมีสัดส่วนเป็นผู้ส่งออกกว่า64%ในตลาดโลกโดยเฉพาะบริษัททีเอสเอ็มซี(TSMC)ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวันที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกมากถึง53%

ความร้ายแรงของวิกฤติขาดแคลนชิปเริ่มต้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19ที่ทำให้การผลิตบางส่วนต้องหยุดชะงัก

อีกทั้งหลายบริษัทเริ่มกักตุนชิปและยังคงมีออเดอร์ใหม่อย่างต่อเนื่องโดยผู้ซื้อมีเวลาในการรอคอยสินค้า(Lead Time)อยู่ที่40สัปดาห์หรือต้องรอเกือบ1ปีในขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยทำได้เพียงสั่งจองโดยที่ไม่รู้วันรับสินค้าหรือเรียกว่าOn Allocation

“เมื่อสินค้าต้นน้ำไม่สามารถซื้อได้ผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยที่อยู่ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำจึงไม่สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามเป้าหมายถึงแม้จะมีดีมานต์คำสั่งซื้อก็ตามสถานการณ์ซ้อมรบที่เกิดขึ้นเป็นการซ้ำเติมให้วิกฤติขาดแคลนชิปเลวร้ายลง”

ทั้งนี้เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต้นน้ำ“วิบูลย์”ให้ความเห็นว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยความเป็นไปคือ0%อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของในไทยอยู่ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำซึ่งทำหน้าที่เพียงรับมาประกอบโดยไม่มีทั้งศาสตร์ความรู้เทคโนโลยี(Know How)เครื่องมือการผลิตและที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำคือ“วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”

โดยส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญในไทยจะมีมากในกลุ่มธุรกิจการประกอบและทดสอบเซมิคอนดัคเตอร์แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์(PCBA)ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในหลายอุตสาหกรรมเช่นยานยนต์โทรคมนาคมระบบอัตโนมัติอุปกรณ์สำนักงาน

ขณะที่ประเทศเวียดนามมีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้นำตลาดอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียนด้วยมีอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่เข้าไปลงทุนแล้วทั้งยังมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมตามความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอาทิSamsungและIntelเพื่อให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งรองจากในจีนซึ่งเวียดนามสามารถคว้าโอกาสที่ว่านี้ได้เพราะสามารถถึงกลุ่มแรงงานทักษะสูงจำนวนมากกลับเข้ามาทำงานในประเทศได้มาก

“ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ไทยจะสามารถดึงการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำได้คือการมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่เพียงพอมากกว่าแค่การให้สิทธิประโยชน์การลงทุนหรือการลดหย่อนภาษีซึ่งคาดว่ากว่าไทยจะสามารถสร้างแรงงานทักษะสูงได้ยังต้องใช้เวลาอีก20ปีรวมทั้งต้องสั่งสมประสบการณ์และความรู้จากการรับจ้างผลิตอีกหลายปีไทยจึงจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง”

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติการขาดแคลนชิปได้เตรียมแผนการรับมือในระยะสั้นด้วยการหาแหล่งซัพพลายชิปทดแทนแหล่งเดิมจากผู้ผลิตรายเล็กที่มีส่วนแบ่งตลาดโลกราว10%

รวมถึงจีนที่เป็นผู้ส่งออกหลักชิปที่มีขนาดใหญ่ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถสั่งซื้อได้เพียงชิปขนาด10-50นาโนเมตรที่ใช้สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปเท่านั้นส่วนชิปที่มีขนาด7นาโนเมตรหรือเล็กกว่าซึ่งมีบริษัทTSMCเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไม่สามารถหาแหล่งอื่นทดแทนได้เลย

ทั้งนี้คาดว่าในช่วง4-5ปีข้างหน้าเมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะพัฒนาไปใช้ชิปที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆไทยที่เป็นผู้ซื้อรายเล็กจะยิ่งลำบากเพราะไม่มีอำนาจในการต่อรองอีกทั้งไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสงครามในระยะยาวชิปจะขาดแคลนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเทรนด์Digital Transformationที่เกิดขึ้นทั่วโลก

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวสุดท้ายแล้วไทยจะต้องมีการวางกลยุทธ์เพื่อให้หลุดออกจากการเป็นแค่ประเทศผู้ซื้อเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เนื่องจากโครงสร้างของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ผู้ขายมีอำนาจแม้จะใช้กลยุทธ์การซื้อกี่วิธีก็จะไม่สามรถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้

เช่นเดียวกับโลกมหาอำนาจเทคโนโลยีที่พยายามสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตชิปเองยกตัวอย่างประเทศจีนที่มีการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวมาร่วม10ปีแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จซึ่งแนวโน้มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในระยะ5ปีข้างหน้าจะต้องการใช้ชิปที่ฉลาดยิ่งขึ้นเช่นระบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต(IoT)

จากรายงานของWorld Semiconductor Trade Statistics (WSTS)ระบุว่าเมื่อแยกความต้องการชิปตามภูมิภาคนั้นคาดว่าภูมิภาคอเมริกาจะมีความต้องการชิปเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี2565ด้วยความต้องการพุ่งขึ้นสูงสุดที่10.3%ตามด้วยในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น9.3%ส่วนตลาดชิปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ไม่รวมญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโต8.4%และในยุโรปเพิ่มขึ้น7.1%

คุณกำลังดู: ส.อ.ท.เปิดจุดอ่อนไทย ดับฝันดึงต่างชาติลงทุน “ชิป”

หมวดหมู่: ข่าวเศรษฐกิจ/ธุรกิจ

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด